Life Style

สังกะสี

จำเป็นต่อการทำงานของเอนไซม์และควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกายให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีบทบาทสำคัญต่อการป้องกันและซ่อมแซมสายดีเอ็นเอ และช่วยควบคุมระดับฮอร์โมน อาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสีมากได้แก่ หอยนางรม เนื้อสัตว์ อาหารทะเล จมูกถั่วเหลือง ตับ ไข่ บริวเวอร์ยีสต์

หน้าที่ของซิงค์

  • ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ ผมและเล็บ
  • ช่วงเร่งให้แผลหายเร็ว
  • เพิ่มสมรรถภาพทางเพศและการมีบุตร
  • ส่งเสริมสุขภาพต่อมลูกหมาก
  • จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและพัฒนาการ
  • ช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการหวัด
  • ช่วยคงสภาพระบบภูมิคุ้มกัน
  • ประโยชน์จากซิงค์ (แร่ธาตุสังกะสี)

เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
ซิงค์เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จากการศึกษาพบว่าแร่ธาตุสังกะสีช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเรื่องของการเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดที–เซลล์ (T-Cell) สำหรับการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย บรรเทาอาการหวัด

จากการศึกษาพบว่า คนไข้ที่ได้รับยาอมที่มีแร่ธาตุสังกะสีเป็นส่วนผสม สามารถช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการหวัดอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มคนไข้ที่ไม่ได้รับ

  1. รักษาสิว
    ซิงค์มีส่วนช่วยในการผลิตฮอร์โมนมากกว่า 200 ชนิดในร่างกายให้อยู่ในสภาวะสมดุล รวมถึงฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ฮอร์โมนที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิว ซึ่งซิงค์จะเข้าไปมีบทบาทในเรื่องของการรักษาสมดุลของการผลิตฮอร์โมนชนิดนี้ รวมถึงการควบคุมการผลิตน้ำมันบริเวณต่อมน้ำมันใต้ผิวหนังให้เป็นปกติ นอกจากนี้งานวิจัยยังพบว่า ด้วยคุณสมบัติของการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและภูมิคุ้มกันของซิงค์จึงสามารถต่อต้านแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวได้อีกด้วย
  2. ผู้ที่ต้องการมีบุตรและสุขภาพต่อมลูกหมาก
    ซิงค์จำเป็นต่อกระบวนการสร้างฮอร์โมสเทสโทสเตอโรน ซึ่งจะไปมีผลต่ออารมณ์ทางเพศ การเพิ่มจำนวนและความแข็งแรงของสเปิร์ม ดังนั้นซิงค์จึงจัดว่าเป็นแร่ธาตุที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมีบุตร นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่มีอาการต่อมลูกหมากโต เมื่อได้รับแร่ธาตุซิงค์จะพบว่ามีขนาดของต่อมลูกหมากลดลง
  3. การสมานแผล
    ซิงค์เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อการทำงานของเซลล์ในการทำหน้าที่สมานแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลบริเวณผิวด้านนอก หรือแผลภายในเช่นที่ผิวหนังหรือที่กระเพาะอาหาร จากการทดลองพบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับแผลในกระเพาะอาหารเมื่อได้รับแร่ธาตุซิงค์เสริมแผลจะหายเร็วกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้รับ
  4. อาการเมื่อขาด: ติดเชื้อได้ง่าย, แผลหายช้า, ผิวหนังอักเสบ เป็นสิว หรือเป็นโรคสะเก็ดเงิน, เล็บเป็นจุดขาว, เบื่ออาหาร, เล็บและผมยาวช้า
  5. ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 15-45 มิลลิกรัม
  6. ข้อควรระวัง: หากรับประทานสังกะสีทุกวันในขนาดมากกว่า 50 มิลลิกรัม เป็นระยะเวลานาน อาจจะรบกวนการดูดซึมของเกลือแร่บางชนิดได้แก่ เหล็กและทองแดง

ซิลิเนียม

มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ทำงานร่วมกับวิตามินอี หากได้รับพร้อมกันจะมีประสิทธิภาพสูงในการขจัดอนุมูลอิสระ และยังจำเป็นสำหรับกระบวนการเมตาบอลิซึม ช่วยให้ตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังพบในอสุจิ ซึ่งหากขาดอาจมีผลทำให้เพศชายเป็นหมันได้ แหล่งอาหารที่พบมากได้แก่ ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ เมล็ดทานตะวัน ขนมปังโฮลวีท ผลิตภัณฑ์จากนม ผักและผลไม้ ขนมปังโฮลวีท

หน้าที่ของซิลิเนียม

  • ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
  • เป็นองค์ประกอบของตัวอสุจิ
  • ช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น
  • ต่อต้านอนุมูลอิสระ
  • ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน

อาการเมื่อขาด : ติดเชื้อได้ง่าย, ความดันโลหิตสูง, ผิวหนังเหี่ยวย่นและมีจุด, เป็นหมันในเพศชาย, ต้อกระจก, เป็นรังแค

ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 70 ไมโครกรัม

ข้อควรระวัง

การใช้เกินปริมาณ 200 มิลลิกรัมต่อวันต้องอยู่ภายใต้ความดูแลจากแพทย์ นอกจากนี้หากรับประทานในปริมาณที่สูงมากอาจทำให้เกิดอันตรายได้ รวมทั้งลมหายใจอาจมีกลิ่นคล้ายกระเทียม


แมงกานีส

ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง และมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้แมงกานีสยังจำเป็นสำหรับการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์บางตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอนไซม์ซุปเปอร์ ออกไซด์ ดิสมิวเทส (Super Oxide Dismutase (SOD)) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยในการทำลายอนุมูลอิสระ แหล่งอาหารที่พบมากได้แก่ ชา ขนมปังโฮลวีท อัลมอนด์ ถั่วเหลือง ข้าวกล้อง

หน้าที่ของแมกนีเซียม

  • จำเป็นต่อการทำงานของสมอง
  • เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
  • ช่วยให้แผลหายเร็ว
  • จำเป็นสำหรับการมีบุตรในสตรี เกี่ยวข้องกับการผลิตฮอร์โมนเพศ

อาการเมื่อขาด : ความจำไม่ดี, ผิวหนังเป็นผื่น, กล้ามเนื้อกระตุก, ปวดข้อต่อ, เวียนศีระษะ

ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 3.5 มิลลิกรัม


แมกนีเซียม

จำเป็นต่อกระบวนการต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต หากขาดเพียงเล็กน้อย อาจส่งผลต่อทุกส่วนในร่างกาย แมกนีเซียมจะถูกสะสมไว้ในเนื้อเยื่อของร่างกายทุกส่วน และมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและบำรุงรักษากระดูกและฟันให้แข็งแรง แหล่งอาหารที่พบแมกนีเซียมได้แก่ เมล็ดทานตะวัน รำข้าว ไข่ นม ถั่ว และธัญพืชชนิดต่าง ๆ

หน้าที่ของแมกนีเซียม

  • จำเป็นสำหรับกระบวนการเผาผลาญอาหารให้ได้พลังงาน
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • บรรเทาอาการปวดไมเกรน
  • ช่วยให้หลอดเลือดและหัวใจแข็งแรง
  • ป้องกันการหัวใจวายเฉียบพลัน
  • ป้องกันตะคริวและกล้ามเนื้อหดเกร็ง
  • ช่วยให้ฟันและกระดูกแข็งแรง
  • ลดภาวะซึมเศร้า

อาการเมื่อขาด
เครียดและหงุดหงิดง่าย, หัวใจเต้นผิดจังหวะ, ป้องกันตะคริว กล้ามเนื้อหดเกร็งหรือกระตุก, นอนไม่หลับ, อ่อนเพลีย, ซึมเศร้า

ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 350 มิลลิกรัม

ข้อควรระวัง
เมื่อได้รับในปริมาณเกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นอันตรายได้ หากมีปัญหาเกี่ยวกับไต


เหล็ก

เป็นแร่ธาตุอีกชนิดที่จำเป็นต่อกระบวนการสร้างฮีโมโกบิล ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เลือดมีสีแดง ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีเพียงแค่ร้อยละ 8 ของธาตุเหล็กที่รับประทานเข้าไป ที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ ในผู้หญิงจะมีความเสี่ยงสูงที่จะขาดแร่ธาตุเหล็ก เนื่องจากต้องสูญเสียเลือดเมื่อมีประจำเดือน แหล่งอาหารที่พบมากได้แก่ ตับ ไข่แดง หอยนางรม เนื้อหมูและเนื้อวัว ถั่วชนิดต่าง ๆ ผลไม้แห้ง และธัญพืช

หน้าที่ของเหล็ก

  • มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโต
  • เสริมพลกำลังและลดอาการอ่อนเพลีย
  • จำเป็นต่อระบบโลหิต ป้องกันภาวะโลหิตจาง
  • จำเป็นต่อกระบวนการเผาผลาญของวิตามินบี
  • กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
  • มีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการ

อาการเมื่อขาด : สีผิวซีด, เล็บมีสีขาวและแตกหักง่าย, เหนื่อยง่าย, นอนไม่หลับ, เบื่ออาหาร, คันตามร่างกาย, เจ็บป่วยง่าย

ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 15 มิลลิกรัม

ข้อควรระวัง
การได้รับธาตุเหล็กที่อยู่ในรูปแบบเฟอร์รัส ซัลเฟตในปริมาณที่สูง อาจมีอาการท้องผูกหรืออาหารไม่ย่อย นอกจากนี้การรับประทานธาตุเหล็กในปริมาณที่สูงและติดต่อกันเป็นเวลานานอาจเป็นอันตรายได้โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ส่วนในผู้ใหญ่อาจทำให้แก่เร็ว และเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

ข้อแนะนำเพิ่มเติม: สำหรับผู้ที่ประจำเดือนมามาก ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ หรืออยู่ในช่วงของการควบคุมอาหาร อาจจะต้องรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กเพิ่มมากขึ้น หรือรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบ


ทองแดง

มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีความสำคัญต่อกระบวนการต่างๆ ภายในร่างกาย ซึ่งร่างกายต้องการทองแดงเพื่อใช้ในการเปลี่ยนธาตุเหล็กให้เป็นฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดง และมีความสำคัญต่อการนำพาออกซิเจนไปยังเซลล์ นอกจากนี้ยังจำเป็นต่อกระบวนการนำวิตามินซีไปใช้ในร่างกายด้วย ทองแดงสามารถพบได้ในอาหารหลายชนิดเช่น ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆเครื่องในสัตว์ กุ้ง อาหารทะเล ตับ ขนมปังโฮลวีท เห็ดและ ลูกพรุน เป็นต้น

หน้าที่ของโครเมียม

  • กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
  • ลดอาการข้ออักเสบ
  • ป้องกันโรคหัวใจและระบบเลือด
  • ป้องกันโรคโลหิตจาง
  • ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ต่อต้านอนุมูลอิสระ
  • จำเป็นต่อกระบวนการสร้างกระดูก

อาการเมื่อขาด : เหนื่อยง่าย, สีผิวเปลี่ยน, ภาวะเลือดจาง, ตัวซีด, รับรสไม่ได้, ข้ออักเสบ

ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 2 มิลลิกรัม

ข้อควรระวัง:
หากได้รับทองแดงในปริมาณสูง อาจทำให้เกิดอาการปวดศีระษะ ผมร่วง นอนไม่หลับและซึมเศร้าได้ นอกจากนี้ยังพบว่าการได้รับทองแดงมากเกินไปอาจส่งผลให้ระดับของสังกะสีในร่างกายต่ำ


โครเมียม

เป็นสารอาหารที่ทำงานร่วมกับอินซูลินเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ลดอาการหิวโหยและช่วยในการสลายไขมัน มีส่วนในการช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ (ในขบวนการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต) ในงานวิจัยพบว่า โครเมียม เป็นส่วนประกอบของสารที่เรียกว่า GTF (Glucose Tolerance Factor) โดยทำงานร่วมกับ ไนอาซิน และ กรดอะมิโน อีกหลาย แหล่งอาหารที่พบมากได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่แดง บริวเวอร์ยีสต์ ตับ จมูกข้าวสาลี และอื่น ๆ

หน้าที่ของโครเมียม

  • ควบคุมระดับน้ำในเลือด ลดความเสี่ยงของโรคเบาหวาน
  • ช่วยในการเจริญเติบโต
  • ควบคุมน้ำหนัก
  • ควบคุมความดันโลหิต
  • ควบคุมโคเลสเตอรอล

โครเมียมและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและโรคเบาหวาน
ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ไม่พึ่งอินซูลิน โครเมียมจะมีส่วนช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลให้คงที่ (ในขบวนการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต) ซึ่งจากการศึกษาพบว่า อินซูลินที่หลั่งจากตับอ่อนจะมีความสัมพันธ์กับระดับน้ำตาล ในเลือด แต่ปัญหาคือ ร่างกายผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน โครเมียมเป็นส่วนประกอบของสารที่เรียกว่า GTF (Glucose tolerance factor) โดยทำงานร่วมกับ ไนอะซิน และ กรดอะมิโน อีกหลายชนิดจะไปช่วยกระตุ้นให้เซลล์ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ระดับน้ำตาลเข้าสู่ระดับปกติ ดังนั้นการได้รับโครเมียม จึงมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรค เบาหวานชนิดที่ 2 ขนาดที่แนะนำคือ 200 ไมโครกรัมต่อวัน

อาการเมื่อขาด : ง่วงนอน, หิวบ่อย, เวียนศีรษะ, กระหายน้ำบ่อย, ตัวร้อนหรือเย็น แต่มีเหงื่อออก

ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 130 ไมโครกรัมต่อวัน


แคลเซียม

ร่างกายมีแคลเซียมมากกว่าเกลือแร่ชนิดอื่นๆ เพราะเป็นองค์ประกอบหลักของกระดูกและฟัน ซึ่งร้อยละ 20 ของแคลเซียมในกระดูกของผู้ใหญ่จะถูกย่อยสลายและสร้างใหม่ขึ้นทุกปี นอกจากนี้แคลเซียมยังทำงานร่วมกับทุกกระบวนการในร่างกาย ดังนั้นหากร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ ก็จะดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ส่งผลให้กระดูกบางและเปราะง่าย

แหล่งอาหารที่สำคัญของแคลเซียมได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากนม ผักใบเขียว ปลาเล็กปลาน้อย เต้าหู้ กะหล่ำปลี เมล็ดงา

หน้าที่ของแคลเซียม

  • รักษามวลกระดูก
  • รักษาจังหวะการเต้นของหัวใจ
  • เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
  • ลดความเสี่ยงภาวะกระดูกพรุน
  • ส่งเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาทให้เป็นปกติ

อาการเมื่อขาด : นอนไม่หลับ, ตะคริวและกล้ามเนื้อกระตุก, ข้ออักเสบหรือปวดตามข้อต่อ, ฟันผุ, ความดันโลหิตสูง, กระดูกบางและเปราะง่าย, กล้ามเนื้อกระตุก

ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 800 มิลลิกรัมต่อวัน

ข้อควรระวัง : หากรับประทานมากเกินไปเช่น มากกว่า 2,500 มก. อาจก่อให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูงได้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอาการท้องผูก และเพิ่มความเสี่ยงของนิ่วในไตอีกด้วย

ข้อควรจำ : สารอาหารหรืออาหารบางประเภทจะไปขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียม เช่น อาหารที่มีกรดออกซาลิกสูง (ผักโขม ชะพลู) หรือ อาหารทรี่มีกรดไฟติก (พบในธัญพืช)


บีซีเอเอ (BCAAs)

BCAA (Branched Chain Amino Acids) คืออะไร?

  • กรดอะมิโนจำเป็น (Essential Amino Acid) ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้จากการรับประทานอาหารเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย
  • ลิวซีน (Leucine) : กระตุ้นการทำงานของสมอง เพิ่มระดับพลังงานให้แก่ เซลล์กล้ามเนื้อ
  • ไอโซลิวซีน (Isoleucine) : รักษาและซ่อมแซมเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ ผิวหนังและกระดูก
  • วาลีน (Valine) : เร่งการเผาผลาญพลังงานในกล้ามเนื้อและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
  • มีความสำคัญต่อร่างกายมากเนื่องจากเป็นกรดอะมิโนที่เป็นต้นกำเนิดกล้ามเนื้อทั้งหมดในร่างกาย อีกทั้งยังเป็น สารตั้งต้นในการสร้างกรดอะมิโนบางชนิดเช่น กลูตามีน
  • พบได้มากในอาหารจำพวก เนื้อสัตว์, นมและผลิตภัณฑ์จากนม, ไข่ไก่และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง

BCAAs และกลไกสำคัญสำหรับการสร้างกล้ามเนื้อ

  • การสังเคราะห์โปรตีน (Protein Anabolism)
    BCAA ช่วยกระตุ้นให้มีการหลั่งฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโต (Growth Hormone) ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการสร้างโปรตีนมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือ กล้ามเนื้อมีขนาดและจำนวนเพิ่มขึ้น
  • ลดการสลายของโปรตีน (Protein Catabolism)
    BCAA จะไปต่อต้านกระบวนการสลายโปรตีนที่เกิดขึ้นขณะออกกำลังกาย ทำให้กล้ามเนื้อมีความคงทนและแข็งแรงมากขึ้น
  • เพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย (Increased Endurance)
    เนื่องจากร่างกายสามารถนำ BCAA ที่ได้รับมาเผาผลาญเป็นพลังงานได้โดยตรงจึงทำให้ผู้บริโภครู้สึกแข็งแรงและตื่นตัว ส่งผลให้การฝึกซ้อมหรือการออกกำลังกายได้ในเวลาที่นานขึ้น
  • ฟื้นฟูและลดการอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ (Increases Recovery Rate)
    เนื่องจาก BCAA เป็นสารที่ช่วยเพิ่มพลังงานและเป็นสารตั้งต้นของกรดอะมิโนตัวอื่นๆ โดยเฉพาะกลูตามีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบหลักของเซลล์กล้ามเนื้อ ทำให้ลดการอ่อนล้าจากการสูญเสียโปรตีนและช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อในส่วนที่บาดเจ็บจากการออกกำลังกายได้

BCAAs & ประโยชน์อื่นๆ

  • เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้น โดยการเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาว
  • เพิ่มระดับกลูตาไธโอน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สังเคราะห์ได้เองในร่างกาย

น้ำมันปลาและโอเมก้า 3 (Fish Oil and Omega 3 Fatty Acid)

โอเมก้า 3 จัดเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย (Essential Fatty Acid) ซึ่งหมายถึงร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างเองได้ตามธรรมชาติ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามในการปรุงอาหารนั้น โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงโดยการทอดจะทำให้กรดไขมันโอเมก้า 3 สลายตัว จึงทำให้ร่างกายได้รับโอเมก้า 3 ไม่เพียงพอต่อความต้องการ

แหล่งที่สำคัญของกรดไขมันโอเมก้า 3

น้ำมันปลา คือ น้ำมันที่สกัดได้จากส่วนที่เป็น เนื้อ หัว และหางของปลา ซึ่งส่วนที่ดีที่สุดควรจะเป็นส่วนของเนื้อปลาและควรได้มาจากปลาที่อาศัยอยู่ในทะเลน้ำเย็นลึกเช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาแมคคอเรล ปลาแฮร์ริง นอกจากนี้โอเมก้า 3 ยังสามารถพบได้ในเมล็ดพืชบางชนิด เช่น เมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง วอลนัต

กรดไขมันโอเมก้า 3 สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่คือ
กรดไอโคซาเพนตะอิโนอิก หรืออีพีเอ (EPA) และ กรดโดโคซาเฮกซะอีโนอิก หรือดีเอชเอ (DHA) ซึ่งสารทั้งสองชนิดจะให้ประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป
EPA: จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องของไตรกลีเซอไรด์สูงและปวดบวมอักเสบข้อ
DHA: จะให้ประโยชน์หลักในเรื่องของการดูแลสุขภาพสมอง โดยการส่งเสริมพัฒนาการและเซลล์สมองให้สมบูรณ์ รวมถึงสุขภาพดวงตาด้วย

หน้าที่สำคัญ

  • ปกป้องหัวใจและหลอดเลือด
  • รักษาระดับของไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลให้เป็นปกติ
  • สำคัญต่อการทำงานของสมองและระบบประสาท
  • ลดอาการอักเสบและปวดบวมของข้อ
  • บรรเทาอาการของโรคผิวหนังบางชนิดเช่น โรคสะเก็ดเงิน
  • อาการเมื่อขาด : ผิวแห้ง, ติดเชื้อได้ง่าย, ปัญหาด้านสมาธิและความจำ, ความดันโลหิตสูง, เกิดการอักเสบของข้อ ผิวหนัง สะเก็ดเงิน

ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 1-2 กรัมต่อวัน

ข้อควรระวัง: ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ไม่แนะนำให้เสริมโอเมก้า 3